การเตรียมการในพิธีทำบุญ

การเตรียมการในพิธีทำบุญ

๑. การจัดสถานที่ทำบุญ

          ๑.๑ โต๊ะหมู่บูชา

                    ๑.๑.๑ ตั้งไว้ด้านขวาของอาสน์สงฆ์ สูงกว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ก็ได้ ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ดูความเหมาะสมของสถานที่ประกอบด้วย)
                    ๑.๑.๒ โต๊ะหมู่บูชา ประกอบด้วยสิ่งสำคัญอย่างน้อย คือ
                              ๑.๑.๒.๑ พระพุทธรูป ๑ องค์
                              ๑.๑.๒.๒ แจกัน ๑ คู่ พร้อมดอกไม้ประดับ (ดอกไม้นิยมให้มีสีสวย–กลิ่นหอม–กำลังสดชื่น)
                              ๑.๑.๒.๓ กระถางธูป ๑ ใบ พร้อมธูปหอม ๓ ดอก
                              ๑.๑.๒.๔ เชิงเทียน ๑ คู่ พร้อมเทียน ๒ เล่ม

          ๑.๒ อาสน์สงฆ์
                    ๑.๒.๑ จัดตั้งไว้ด้านซ้ายโต๊ะหมู่บูชา แยกเป็นเอกเทศต่างหากจากที่นั่งฆราวาส ประกอบด้วยเครื่องรับรอง คือ
                              ๑.๒.๑.๑ พรมเล็กเท่าจำนวนพระสงฆ์
                              ๑.๒.๑.๒ กระโถนเท่าจำนวนพระสงฆ์
                              ๑.๒.๑.๓ ภาชนะน้ำเย็นเท่าจำนวนพระสงฆ์
                              ๑.๒.๑.๔ ภาชนะน้ำร้อนเท่าจำนวนพระสงฆ์
                    ๑.๒.๒ เครื่องรับรองดังกล่าว ตั้งไว้ด้านขวามือของพระสงฆ์ โดยตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด ถัดออกมาเป็นภาชนะน้ำเย็น ส่วนภาชนะน้ำร้อนจัดถวายเมื่อพระสงฆ์เข้านั่งแล้ว
                    ๑.๒.๓ ถ้าเครื่องรับรองไม่เพียงพอ จัดไว้สำหรับพระผู้เป็นประธานสงฆ์ ๑ ที่ นอกนั้น ๒ รูปต่อ ๑ ที่ก็ได้ (ยกเว้นแก้วน้ำ)

          ๑.๓ ที่นั่งเจ้าภาพและผู้จัดงาน
                    ๑.๓.๑ จัดไว้ด้านหน้าของอาสน์สงฆ์ โดยแยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากอาสน์สงฆ์
                    ๑.๓.๒ ถ้าเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสน์สงฆ์ให้ปูเสื่อหรือพรมบนอาสน์สงฆ์ทับผืนที่เป็นที่นั่งสำหรับฆราวาส โดยปูทับกันออกมาตามลำดับ แล้วปูพรมเล็กสำหรับพระสงฆ์แต่ละรูปอีกเพื่อให้สูงกว่าที่นั่งเจ้าภาพ

          ๑.๔ ภาชนะน้ำมนต์
                    ๑.๔.๑ จัดทำเฉพาะพิธีทำบุญงานมงคลทุกชนิด โดยตั้งไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา ด้านขวาของประธานสงฆ์
                    ๑.๔.๒ พิธีทำบุญงานอวมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับศพ เช่น ทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ไม่ต้องจัดภาชนะน้ำมนต์

          ๑.๕ เทียนน้ำมนต์
                    ใช้เทียนขี้ผึ้งแท้ น้ำหนัก ๑ บาทขึ้นไป โดยใช้ชนิดไส้ใหญ่ เพื่อป้องกันมิให้ดับง่าย

๒. การนิมนต์พระสงฆ์

          ๒.๑ พิธีทำบุญงานมงคล อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕ รูป ข้างมากไม่มีกำหนด (พิธีหลวง และพิธีที่มีการทำบุญทักษิณานุประทาน นิยม ๑๐ รูป)
          ๒.๒ งานมงคลสมรส เมื่อก่อนนิยมนิมนต์จำนวนคู่ คือ ๖ – ๘ – ๑๐ – ๑๒ รูป เพื่อฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนิมนต์ฝ่ายละเท่าๆ กัน
          ๒.๓ ในปัจจุบัน งานมงคลทุกประเภท รวมทั้งงานมงคลสมรสนิยมนิมนต์ ๙ รูป (เลข ๙ ออกเสียงใกล้เคียงคำว่า “ก้าว” หมายถึง ก้าวหน้าหรือกำลังพระเกตุ ๙, พระพุทธคุณ ๙ และโลกุตตรธรรม ๙)
          ๒.๔ งานทำบุญอายุ นิยมนิมนต์พระสงฆ์เกินกว่าอายุเจ้าภาพ ๑ รูป
          ๒.๕ งานอวมงคลเกี่ยวเนื่องกับพิธีศพ นิยมนิมนต์ดังนี้
                    – สวดพระอภิธรรม ๔ รูป
                    – สวดหน้าไฟ ๔ รูป
                    – สวดพระพุทธมนต์ ๕ – ๗ – ๑๐ รูป ตามกำลังศรัทธา
                    – สวดแจง ๒๐ – ๒๕ – ๕๐ – ๑๐๐ – ๕๐๐ รูป หรือทั้งวัด
                    – สวดมาติกา สวดบังสุกุล นิยมนิมนต์เท่าอายุผู้ตายหรือตามศรัทธาก็ได้
          ๒.๖ วิธีการนิมนต์พระสงฆ์
                    – พิธีที่เป็นทางราชการ นิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร
                    – พิธีทำบุญส่วนตัว นิยมไปนิมนต์ด้วยวาจาด้วยตนเอง
          ๒.๗ ข้อควรระวัง
                    อย่านิมนต์ออกชื่ออาหาร เช่น นิมนต์ไปฉันขนมจีน เป็นต้น เพราะพระผิดวินัยบัญญัติ นิมนต์แต่เพียงว่า “นิมนต์รับบิณฑบาต รับภิกษา” หรือ “นิมนต์ฉันเช้า ฉันเพล” เป็นต้น

๓. การใช้ด้ายสายสิญจน์

          ๓.๑ นิยมใช้ทั้งงานพิธีมงคล และพิธีอวมงคล
          ๓.๒ งานพิธีอวมงคลเกี่ยวกับศพ ไม่ใช้ด้ายสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือน ใช้เป็นสายโยงจากศพมาถึงอาสน์สงฆ์ สำหรับพระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล
          ๓.๓ งานพิธีมงคล นิยมวงรอบอาคารบ้านเรือนเฉพาะพิธีขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญบ้านประจำปี และทำบุญปัดความเสนียดจัญไรดังนี้ อาคารบ้านเรือนที่มีรั้วหรือกำแพงให้วงรอบรั้วหรือกำแพงโดยรอบ ส่วนอาคารบ้านเรือนที่มีรั้วหรือกำแพงล้อมหรือมี แต่บริเวณกว้างขวางเกินไปให้วงเฉพาะรอบตัวอาคารบ้านเรือน
          ๓.๔ การวงด้ายสายสิญจน์
                    – เริ่มวงด้ายสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชา แต่ยังไม่ต้องวงรอบพระพุทธรูป เมื่อวงรอบอาคารบ้านเรือน หรือรอบบริเวณงาน แล้วจึงนำมาวงรอบฐานพระพุทธรูปภายหลัง โดยวงเวียนขวา ๑ รอบ หรือ ๓ รอบ
                    – วงด้ายสายสิญจน์เวียนขวาไปตามลำดับ และยกขึ้นให้อยู่สูงที่สุด เพื่อป้องกันคนข้าม หรือทำขาด
                    – ด้ายสายสิญจน์ที่วงแล้วให้คงไว้ตลอดไป ไม่ต้องเก็บ
                    – พิธีทำบุญงานมงคลอื่นๆ วงเฉพาะบริเวณห้องพิธีหรือเฉพาะรอบฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำมนต์ วางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ใส่พานไว้ด้านซ้ายโต๊ะหมู่บูชา
          ๓.๕ การใช้ด้ายสายสิญจน์ทอดบังสุกุล
                    – โยงจากศพ จากโกศอัฐิ จากรูปของผู้ตาย หรือจากรายนามของผู้ตายอย่างใดอย่างหนึ่งมาทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล
                    – ในพิธีทำบุญงานมงคล หากเชิญโกศอัฐิของบรรพบุรุษมาร่วมบำเพ็ญกุศลด้วยเมื่อจะนิมนต์พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล ให้ใช้ด้ายสายสิญจน์อีกกลุ่มหนึ่งต่างหากจากกลุ่มที่พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์ หรือจะเด็ดด้ายสายสิญจน์จากกลุ่มเดียวกันนั้นให้ขาดออกจากพระพุทธรูปแล้วเชื่อมโยงกับโกศอัฐิก็ได้
          ๓.๖ การทำมงคลแฝด
                    นำด้ายดิบที่ยังไม่ได้ทำเป็นด้ายสายสิญจน์ไปขอให้พระเถระที่เคารพนับถือทำพิธีปลุกเสกและทำเป็นมงคลแฝดสำหรับคู่บ่าวสาว ก่อนถึงวันงานประมาณ ๗ วัน หรือ ๓ วันเป็นอย่างน้อย

๔. เทียนชนวน

          ๔.๑ อุปกรณ์
                    – ใช้เชิงเทียนทองเหลืองขนาดกลาง ๑ ข้าง
                    – เทียนขี้ผึ้งไส้ใหญ่ๆ ขนาดพอสมควร ๑ เล่ม
                    – น้ำมันชนวน (ขี้ผึ้งแท้แช่น้ำมันเบนซิน หรือเคี่ยวขี้ผึ้งให้เหลว ยกลงจากเตาไฟแล้วผสมน้ำมันเบนซิน)
          ๔.๒ การถือเชิงเทียนชนวนสำหรับพิธีกร
                    – ถือด้วยมือขวา โดยหงายฝ่ามือ ใช้นิ้วมือสี่นิ้ว (เว้นนิ้วหัวแม่มือ) รองรับฐานเชิงเทียน ใช้หัวแม่มือกดฐานเชิงเทียนด้านบนให้แน่นเข้าไว้
                    – ไม่นิยมจับกึ่งกลางเชิงเทียน เพราะจะทำให้ผู้ใหญ่รับไม่สะดวก
          ๔.๓ การส่งเทียนชนวนให้ผู้ใหญ่สำหรับพิธีกร
                    – ถึงเวลาประกอบพิธี จุดเทียนชนวน ถือด้วยมือขวา เดินเข้าไปหาประธานในพิธี ยืนตรงโค้งคำนับ
                    – เดินตามหลังประธานในพิธีไปยังที่บูชา
                    – ถ้าประธานในพิธีหยุดยืนหน้าที่บูชา พิธีกรน้อมตัวลงเล็กน้อยส่งเทียนชนวน (ถ้าประธานในพิธีนั่งคุกเข่า พิธีกรก็นั่งคุกเข่าตาม) แล้วส่งเทียนชนวนด้วยมือขวา มือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว
                    – ส่งเทียนชนวนแล้วถอยหลังออกมาห่างจากประธานในพิธีพอสมควร พร้อมกับคอยสังเกต ถ้าเทียนชนวนดับ พึงรีบเข้าไปจุดทันที
                    – เมื่อประธานในพิธีจุดธูปเทียนเสร็จแล้วเข้าไปรับเทียนชนวน โดยวิธียื่นมือขวา แบมือเข้าไปรองรับ ถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย โค้งคำนับแล้วจึงกลับหลังหันเดินออกมา
          ๔.๔ การจุดธูปเทียนสำหรับประธานในพิธี
                    – เมื่อพิธีกรถือเทียนชนวนเข้าไปเชิญประธานฯ ประธานฯ ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินไปที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา ถ้าโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่สูง พึงยืน ถ้าตั้งอยู่ไม่สูงนัก พอนั่งคุกเข่าจุดถึง พึงนั่งคุกเข่าลงแล้วรับเชิงเทียนชนวนจากพิธีกร
                    – จุดเทียนเล่มขวาของพระพุทธรูปก่อน แล้วจุดเล่มซ้ายต่อไป แล้วจึงจุดธูปเช่นเดียวกับเทียน
                    – ถ้ามีสายชนวนเชื่อมโยงจากธูปไปยังเทียนทุกคู่ พึงจุดธูปเป็นอันดับแรก
                    – ถ้าธูปมิได้จุ่มน้ำมันชนวน พึงถอนธูปออกมาจุดกับเทียนชนวน ส่งเทียนชนวนให้พิธีกรแล้ว ปักธูปไว้ตามเดิม โดยปักเรียงหนึ่งเป็นแถวเดียวกัน หรือปักเป็นสามเส้าก็ได้
                    – จุดธูปเทียนเสร็จแล้ว นั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย โดยว่า นโม … ๓ จบ แล้วว่า อิมินา … (เพียงแต่นึกในใจ) แล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ขณะกราบพึงระลึกถึงพระรัตนตรัยด้วย คือกราบครั้งที่ ๑ บริกรรมว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ครั้งที่ ๒ บริกรรมว่า สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ ครั้งที่ ๓ บริกรรมว่า สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ เสร็จแล้วกลับเข้าไปนั่งประจำที่

๕. การอาราธนาสำหรับพิธีกร

          – เมื่อเจ้าภาพ หรือประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พิธีกรเริ่มกล่าวคำอาราธนาศีล
          – ถ้าอาสน์สงฆ์อยู่ระดับพื้น ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งกับพื้น พิธีกรพึงนั่งคุกเข่าประนมมือกราบ ๓ ครั้ง แล้วจึงกล่าวคำอาราธนา ถ้าอาสน์สงฆ์ยกขึ้นสูงจากพื้น แต่ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งอยู่กับพื้นก็นั่งคุกเข่าอาราธนาเช่นกัน
          – ถ้าอาสน์สงฆ์ยกสูง ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งเก้าอี้ พิธีกรพึงยืนทางท้ายอาสน์สงฆ์ ข้างหน้า พระสงฆ์รูปที่ ๓ จากท้ายแถวหรือที่อันเหมาะสม ทำความเคารพประธานในพิธีแล้วหันหน้าไปทางประธานสงฆ์ ประนมมือกล่าวคำอาราธนาศีล โดยหยุดทอดเสียงเป็นจังหวะๆ ดังนี้ “มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ, ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต …, ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต …
          – เมื่อรับศีลเสร็จแล้ว พึงอาราธนาพระปริตรต่อไป จบแล้ว ถ้านั่งคุกเข่า กราบ ๓ ครั้ง ถ้ายืน ก็ยกมือไหว้ เสร็จแล้วทำความเคารพประธานในพิธีอีกครั้งหนึ่ง

๖. การจุดเทียนน้ำมนต์

          – ประธานในพิธี หรือเจ้าภาพ จะต้องรอคอยจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง
          – เมื่อพระเจริญพระพุทธมนต์ถึงบทมงคลสูตร (บท อะเสวะนา จะ พาลานัง …) พิธีกรพึงจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญประธานในพิธีหรือเจ้าภาพไปจุดเทียนน้ำมนต์ยกภาชนะน้ำมนต์ถวายประธานสงฆ์ ยกมือไหว้ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

๗. การถวายข้าวบูชาพระพุทธ

          – เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทถวายพรพระ พิธีกรยกสำรับคาวหวานไปตั้งที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาโดยตั้งบนโต๊ะที่มีผ้าขาวปูรอง หรือที่พื้นแต่มีผ้าขาวปูรอง
          – เชิญประธานในพิธีหรือเจ้าภาพทำพิธีบูชา (พิธีกรไม่ควรจัดทำเสียเอง)
          – ประธานในพิธี หรือเจ้าภาพ นั่งคุกเข่า (พิธีราษฎร์จุดธูป ๓ ดอก ปักที่กระถางธูป) ประนมมือ กล่าวคำบูชาข้าวพระพุทธจบแล้วกราบ ๓ ครั้ง
          – กรณียกสำรับคาวหวานสำหรับพระพุทธและสำรับคาวหรือทั้งคาวและหวานสำหรับพระสงฆ์เข้าไปพร้อมกัน (หลังจบบทถวายพรพระ) ประธานฯ หรือเจ้าภาพ นั่งคุกเข่ากล่าวคำบูชาข้าวพระพุทธจบแล้ว จึงยกสำรับคาวหรือทั้งคาวและหวานถวายพระสงฆ์เฉพาะรูปประธานฯ นอกนั้นจะมอบให้ผู้ร่วมพิธีเข้าร่วมถวาย ก็ชื่อว่าเป็นความสมบูรณ์แห่งพิธีการที่เหมาะสม คำถวายข้าวพระพุทธ “อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ” (ข้าพเจ้าขอบูชาด้วยโภชนะข้าวสาลี พร้อมด้วยแกง กับ และน้ำอันประเสริฐนี้ แด่พระพุทธเจ้า)

๘. การลาข้าวพระพุทธ

          เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เจ้าภาพหรือพิธีกร เข้าไปนั่งคุกเข่าประนมมือกล่าวคำลาข้าวพระพุทธจบแล้วกราบ ๓ ครั้ง แล้วยกสำรับไปได้ คำลาข้าวพระพุทธ “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ” (ข้าพเจ้าขอคืนส่วนอันเป็นมงคลนี้ ข้าพเจ้าขอภัตรที่เหลือที่เป็นมงคลด้วยเถิด)

๙. การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์

          – เวลาเช้า จัดอาหารประเภทอาหารเบา เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กาแฟ ขนมปัง เป็นต้น
          – เวลาเพล จัดอาหารประเภทอาหารหนัก โดยมากจัดเป็นอาหารไทย และควรเป็นอาหารพื้นเมืองเป็นหลัก อาจมีอาหารพิเศษแทรกบ้างก็ได้

๑๐. การประเคนของพระ

          – ถ้าเป็นชาย ยกส่งให้ถึงมือพระภิกษุผู้รับประเคน ถ้าเป็นหญิง วางถวายบนผ้าที่พระสงฆ์ทอดรับประเคนและรอให้ท่านจับที่ผ้าทอดนั้นก่อน จึงวางสิ่งของลงบนผ้านั้น
          – ถ้าพระสงฆ์นั่งกับพื้น พึงนั่งคุกเข่าประเคน ถ้าพระสงฆ์นั่งเก้าอี้ พึงยืนประเคน
          – ยกภัตตาหารที่จะพึงฉันพร้อมภาชนะอาหารถวายเท่านั้น สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ไม่ต้องยกประเคน เพียงแต่วางมอบให้เท่านั้นก็พอ
          – ภัตตาหารทุกชนิดที่ประเคนแล้ว ห้ามคฤหัสถ์จับต้องอีก ถ้าเผลอไปจับต้องเข้าต้องประเคนใหม่
          – ประเคนครบทุกอย่างแล้ว ถ้านั่งคุกเข่าประเคน ก็กราบ ๓ ครั้ง ถ้ายืนประเคนก็น้อมตัวลงยกมือไหว้
          – ลักษณะการประเคนที่ถูกต้อง ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
                    ๑. สิ่งของที่จะประเคน ไม่ใหญ่โตหรือหนักเกินไป ขนาดปานกลางคนเดียวยกไหว และยกสิ่งของนั้นให้ขึ้นพ้นจากพื้นที่สิ่งของนั้นตั้งอยู่
                    ๒. ผู้ประเคนอยู่ห่างจากพระภิกษุผู้รับประเคนประมาณ ๑ ศอก (อย่างมากไม่เกิน ๒ ศอก)
                    ๓. ผู้ประเคนน้อมสิ่งของนั้นเข้าไปให้ด้วยกิริยาอาการแสดงความเคารพอ่อนน้อม
                    ๔. กิริยาอาการที่น้อมสิ่งของเข้าไปให้นั้น จะส่งให้ด้วยมือก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกาย เช่น ใช้ทัพพีตักถวาย ก็ได้
                    ๕. พระภิกษุผู้รับประเคนนั้น จะรับด้วยมือก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกาย เช่น จะใช้ผ้าทอดรับ ใช้บาตรรับ หรือใช้ภาชนะรับก็ได้

๑๑. การจัดเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์

          ๑. เครื่องไทยธรรม คือวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่สมควรถวายแก่พระสงฆ์ ได้แก่ปัจจัย ๔ และสิ่งของที่นับเนื่องในปัจจัย ๔
          ๒. สิ่งของที่ประเคนพระสงฆ์ได้ในเวลาเช้าชั่วเที่ยง ได้แก่ ประเภทอาหารคาวหวานทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง และอาหารเครื่องกระป๋องทุกประเภท หากนำสิ่งของเหล่านี้ไปถวายในเวลาหลังเที่ยงวันแล้ว เพียงแต่แจ้งให้ภิกษุรับทราบแล้วมอบสิ่งของเหล่านั้นแก่ศิษย์ของท่านให้เก็บรักษาไว้ทำถวายในวันต่อไปก็พอ
          ๓. สิ่งของที่ประเคนพระสงฆ์ได้ตลอดเวลา ได้แก่ประเภทเครื่องดื่ม เครื่องยาบำบัดความเจ็บไข้ และประเภทเภสัช เช่น น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย หมากพลู หรือประเภทสิ่งของที่ไม่ใช่ของสำหรับขบฉัน
          ๔. สิ่งของที่ไม่สมควรประเคนพระสงฆ์ ได้แก่ เงิน และวัตถุสำหรับใช้แทนเงิน เช่น ธนบัตร เป็นต้น (ในการถวาย ควรใช้ใบปวารณาแทนตัวเงิน ส่วนตัวเงินมอบไว้กับไวยาวัจกรของพระภิกษุนั้น)

๑๒. การปฏิบัติในการกรวดน้ำ

          – กระทำในงานทำบุญทุกชนิด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
          – ใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปน
          – ใช้ภาชนะสำหรับกรวดน้ำโดยเฉพาะ ถ้าไม่มี ก็ใช้แก้วน้ำหรือขันน้ำแทน โดยจัดเตรียมไว้ก่อนถึงเวลาใช้
          – กรวดน้ำหลังจากถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว
          – เมื่อประธานสงฆ์เริ่มอนุโมทนา (ยถา…) ก็เริ่มหลั่งน้ำอุทิศส่วนกุศล
          – ถ้านั่งอยู่กับพื้น พึงนั่งพับเพียบจับภาชนะ สำหรับกรวดน้ำด้วยมือทั้งสอง รินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย
          – ถ้าภาชนะสำหรับกรวดน้ำปากกว้าง เช่น ขันหรือแก้ว ควรใช้นิ้วมือขวารองรับสายน้ำให้ไหลลงไปตามนิ้วชี้นั้น ถ้าภาชนะปากแคบ ไม่ต้องใช้นิ้วมือรองรับสายน้ำ
          – ควรรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย โดยไม่ขาดตอนเป็นระยะๆ พร้อมกันนั้น ควรตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว
          – เมื่ออุทิศเป็นส่วนรวมแล้ว ควรอุทิศระบุเฉพาะเจาะจงชื่อ นามสกุล ของผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
          – เมื่อพระสงฆ์รูปที่ ๒ รับและขึ้นอนุโมทนาว่า สัพพีติโย… พึงเทน้ำให้หมดภาชนะแล้วประนมมือรับพรต่อไป
          – ขณะที่พระสงฆ์กำลังอนุโมทนา ไม่พึงลุกไปทำธุรกิจอื่นๆ (หากไม่จำเป็นจริงๆ)
          – พระสงฆ์อนุโมทนาจบแล้ว พึงกราบหรือไหว้ตามสมควรแก่สถานที่นั้นๆ
          – น้ำที่กรวดแล้วพึงนำไปเทลงที่พื้นดิน โดยเทลงที่กลางแจ้งภายนอกตัวอาคารบ้านเรือน ห้ามเทลงไปในกระโถนหรือในที่สกปรกเป็นอันขาด

ข้อที่ควรทราบเพิ่มเติม

          ศาสนพิธี เป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้รู้ได้ถือปฏิบัติกันมาจนเป็นแบบแผนและเป็นสิ่งที่ชาวพุทธควรศึกษาและปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดศรัทธาปสาทะแก่ผู้พบเห็น และให้เกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์แก่พิธีกรรมนั้นๆ ข้อควรทราบเพิ่มเติม ดังนี้

          ๑. การไหว้

                    ๑.๑ การไหว้พระ ยกมือทั้งสองพนมอยู่ระดับอก แล้วยกมือที่พนมนั้นขึ้นจรดหน้าผาก โดยให้ปลายนิ้วหัวแม่มือทั้งสองจรดระหว่างคิ้ว น้อมศีรษะลงพองาม เหตุผล : การเคารพผู้ที่เรานับถืออย่างสูงสุด ควรพนมมือให้อยู่ระดับสูงสุดของใบหน้าและนอบน้อมเคารพด้วยเศียรเกล้า
                    ๑.๒ การไหว้บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ยกมือที่พนมอยู่ขึ้น ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก น้อมศีรษะลงพองาม เหตุผล : การเคารพผู้ที่ให้ชีวิต ให้ลมหายใจแก่เรา จึงพนมมือไว้เหนือจมูกและน้อมรำลึกถึงพระคุณด้วยเศียรเกล้า
                    ๑.๓ การไหว้ผู้ที่เราเคารพนับถือทั่วไป ยกมือที่พนมอยู่ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายคาง น้อมศีรษะลงพองาม เหตุผล : การเคารพผู้ที่ให้วิชาความรู้เป็นแบบอย่างในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงพนมมือไว้ระดับของปาก และน้อมรับเป็นแบบอย่างการดำรงชีวิตด้วยเศียรเกล้า
                    ๑.๔ การไหว้ (การรับไหว้) ผู้เสมอกันหรือผู้น้อยกว่า ยกมือพนมขึ้นเสมออก ให้ปลายนิ้วชี้จรดปลายคาง ไม่ต้องน้อมศีรษะ เหตุผล : คนเสมอกันและเพื่อนมนุษย์ ควรมีน้ำใจเมตตาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน จึงพนมไว้ในระดับอก หมายถึงจิตใจ

          หมายเหตุ การไหว้นั้น จะนั่งพับเพียบไหว้ หรือยืนไหว้ก็ได้ ผู้ชายถ้ายืนต้องให้เท้าทั้งสองชิดกัน ในลักษณะยืนตรง ผู้หญิงถ้ายืนให้สืบเท้าข้างหนึ่งไปข้างหลังเล็กน้อย พร้อมทั้งน้อมตัวไหว้สำหรับการไหว้ ผู้อาวุโสโสกว่าขึ้นไป

          ๒. การกราบ

                    ๒.๑ กราบพระ – กราบศพพระ (กราบแบมือสามครั้ง)
                    กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง หมายถึง ให้อวัยวะ ๕ ส่วนจรดถึงพื้น คือ เข่า ๒ มือหรือศอก ๒ หน้าผาก ๑ ท่าเตรียม ผู้ชายนั่งคุกเข่าบนส้นเท้า ปลายเท้าตั้ง ผู้หญิงนั่งทับฝ่าเท้า ปลายเท้าราบ จังหวะ ๑ (อัญชลี) ยกมือทั้งสองขึ้นพนมเสมออก ปลายนิ้วเบนออกประมาณ ๔๕ องศา จังหวะ ๒ (วันทา) ยกมือที่พนมนั้นขึ้นจรดหน้าผาก ให้หัวแม่มือทั้งสองจรดระหว่างคิ้ว จังหวะ ๓ (อภิวาท) กราบลงกับพื้น แบมือคว่ำให้ฝ่ามือทั้งสองห่างกันพอศีรษะจรดพื้นได้ (ผู้ชายให้ข้อศอกต่อหัวเข่า ผู้หญิงให้ข้อศอกคร่อมเข่า)
                    ๒.๒ กราบคน – กราบศพคน (กราบตั้งมือครั้งเดียว)
                    จังหวะ ๑ นั่งพับเพียบพนมมือไหว้ขึ้น (กรณีผู้ตายอาวุโสกว่า) ให้หัวแม่มือจรดปลายจมูก (กรณีผู้ตายอาวุโสเท่ากันหรือรุ่นราวคราวเดียวกัน) ให้หัวแม่มือจรดปลายคาง จังหวะ ๒ กราบลงครั้งเดียวโดยให้มือที่พนมนั้นตั้งกับพื้น หน้าผากจรดสันมือ

          ๓. การจุดเทียนธูปบูชาพระ

          – จุดเทียนเล่มทางขวาของพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงจุดเทียนเล่มทางซ้ายของพระพุทธรูป
          – จุดธูป ๓ ดอก โดยจุดดอกทางขวาของพระพุทธรูปเรียงไปทางซ้ายตามลำดับ
          – เสร็จแล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง

          ๔. สัญลักษณ์แห่งการบูชา

          เทียน เป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาพระธรรมและพระวินัย เปรียบเทียบว่าเทียนเป็นแสงสว่าง ส่องทาง พระธรรมให้ความสว่างแก่จิตใจ
          ธูป เป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณ ๓ ประการคือ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ เปรียบเทียบว่า ธูปมีกลิ่นหอม เมื่อหมดดอก ความหอมจะสิ้นไป แต่ความหอมของพระพุทธคุณ มิมีวันจางหายไป
          ดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์แห่งการบูชาพระสงฆ์ เปรียบเทียบว่า ดอกไม้จัดเป็นระเบียบแล้วดูสวยงาม พระสงฆ์อยู่ในระเบียบวินัย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมสวยงามมีคุณค่า

          ๕. การจุดธูป

          จุด ๑ ดอก : บูชาศพ
          จุด ๓ ดอก : บูชาพระรัตนตรัย คือ บูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการ
          จุด ๕ ดอก : บูชาปูชนียบุคคลทั้งห้าคือ บูชาพระรัตนตรัย ๓ ดอก บูชาบิดามารดา ๑ ดอก บูชาครูอาจารย์ ๑ ดอก หรือบูชาพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตรมะ และพระศรีอริยเมตไตรย
          จุด ๗ ดอก : บูชาองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๗ ประการที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ หรือบูชาวันทั้ง ๗ คือ อาทิตย์ – เสาร์
          จุด ๙ ดอก : บูชาพระพุทธคุณโดยพิสดาร ๙ ประการ หรือบูชาพระภูมิเจ้าที่ทั้ง ๙ พระองค์

          ๖. การอัญเชิญพระพุทธรูปมาตั้งบนโต๊ะหมู่บูชา

          – ควรทำเมื่อใกล้เวลาจะประกอบพิธี
          – พระพุทธรูปนั้นควรใหญ่พอสมควร ไม่ใช่พระเครื่อง ซึ่งเล็กเกินไป
          – ถ้ามีครอบ ควรเอาที่ครอบออก หากหมองด้วยธุลี ควรเช็ดให้สะอาด หรือสรงน้ำเสียก่อน
          – อัญเชิญโดยยกที่ฐานพระให้สูงระดับอกด้วยอาการเคารพ ห้ามจับที่พระศอ (คอ) หรือพระพาหา (แขน) ในลักษณะหิ้วของ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เคารพ
          – ตั้งบนโต๊ะหมู่บูชาตัวที่สูงที่สุด
          – เมื่อเสร็จพิธี ควรอัญเชิญกลับไปไว้ที่เดิม

ตัวอย่างการจัดโต๊ะหมู่

โต๊ะหมู่ ๙


โต๊ะหมู่ ๗


โต๊ะหมู่ ๔ (โต๊ะซัด)


การจัดโต๊ะหมู่ในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ


เครื่องทองน้อย

  • ส่วนประกอบ : กรวยพุ่มดอกไม้ ๓ พุ่ม, ธูปไม้ระกำ ๑ ดอก, เทียน ๑ เล่ม โดยตั้งอยู่บนพานเดียวกันตามรูป
  • วาระที่ใช้ ๕ กรณี คือ
    ๑. ทรงธรรมของในหลวง
    ๒. บูชาพระธาตุ
    ๓. บูชาพระอัฐิ – พระบรมรูป – พระบรมฉายาลักษณ์ในรัชกาลก่อน
    ๔. บูชาศพ
    ๕. นำขบวนแห่ศพเวียนเมรุ
  • วิธีใช้ประกอบศพ
    ๑. จุดบูชาศพ หันกรวยพุ่มดอกไม้เข้าหาศพ หันธูปเทียนออกทางผู้จุด
    ๓. จุดบูชาแทนศพ หันพุ่มกรวยดอกไม้ออกทางผู้จัดหันธูปเทียนเข้าหาศพ